ภาพก่อน–หลังเป็นทั้งเครื่องมือทางการรักษาและเครื่องมือทางการตลาด แต่คลินิกส่วนใหญ่ทำสองอย่างนี้ปนกันจนเสียประโยชน์ทั้งคู่
ในทางการรักษา ปัญหาคือภาพที่ถ่ายในสภาพต่างกันเทียบกันไม่ได้ ในทางการตลาด ปัญหาคือความเข้าใจว่าการที่ลูกค้าให้ถ่ายเท่ากับให้เผยแพร่
ส่วนที่หนึ่ง — ถ่ายให้เทียบกันได้
ภาพสองใบเทียบกันได้เมื่อสิ่งที่เปลี่ยนคือคนไข้ ไม่ใช่วิธีถ่าย ถ้าแสงหรือมุมเปลี่ยนไปด้วย จะแยกไม่ออกว่าความต่างที่เห็นมาจากการรักษาหรือมาจากกล้อง
สี่ตัวแปรที่ต้องคุม เรียงตามผลกระทบ
1. แสง สำคัญที่สุด
แสงที่เปลี่ยนทำให้ผิวดูต่างกันมากกว่าผลของการรักษาเสียอีก และเป็นตัวแปรที่คลินิกคุมง่ายที่สุดแต่มักละเลย
ที่ควรทำ: ถ่ายในจุดเดิม ใช้ไฟเดิม และเลี่ยงแสงจากหน้าต่างซึ่งเปลี่ยนตามเวลาของวันและตามสภาพอากาศ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ปิดผ้าม่านตอนถ่ายทุกครั้ง
2. มุมและระยะ
ที่ควรทำ: ทำเครื่องหมายบนพื้นสำหรับจุดยืนของคนไข้และจุดยืนของคนถ่าย กำหนดความสูงของกล้องให้เท่ากันทุกครั้ง และถ่ายชุดเดิมทุกครั้ง เช่น หน้าตรง เอียงซ้าย เอียงขวา
การถ่ายชุดเดียวกันทุกครั้งสำคัญเพราะบางผลลัพธ์เห็นชัดแค่ในบางมุม ถ้าครั้งก่อนถ่ายแต่หน้าตรง จะเทียบมุมข้างไม่ได้เลย
3. สภาพของคนไข้
ที่ควรทำ: กำหนดให้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น ไม่แต่งหน้า รวบผมให้พ้นใบหน้า ถอดเครื่องประดับ และสีหน้าผ่อนคลายไม่ยิ้ม เพราะการยิ้มเปลี่ยนรูปร่างของริ้วรอยทั้งหมด
4. การตั้งค่ากล้อง
ที่ควรทำ: ปิดฟิลเตอร์และโหมดปรับผิวทุกชนิด ปิดการปรับภาพอัตโนมัติที่แต่งสีให้สวยขึ้น เพราะภาพที่ถูกแต่งไม่ได้บอกความจริงและใช้เป็นหลักฐานไม่ได้
ส่วนที่สอง — เก็บให้ผูกกับคนไข้
จุดที่คลินิกส่วนใหญ่พลาด คือภาพไปกองอยู่ในมือถือพนักงานหรือในโฟลเดอร์ที่ตั้งชื่อตามวันที่
ปัญหาสามข้อที่ตามมา
- ไม่รู้ว่าภาพไหนของใคร เมื่อพนักงานที่ถ่ายลาออก ภาพทั้งชุดกลายเป็นของที่ระบุตัวไม่ได้
- เทียบไม่สะดวก ซึ่งเป็นจุดประสงค์เดียวของการถ่าย ถ้าต้องเปิดสองโฟลเดอร์แล้วเลื่อนหา จะไม่มีใครทำตอนอยู่หน้าคนไข้
- ควบคุมการเข้าถึงไม่ได้ ภาพร่างกายของคนไข้เป็นข้อมูลที่อ่อนไหว การอยู่ในมือถือส่วนตัวหมายความว่าคลินิกไม่รู้ว่าใครเห็นหรือคัดลอกไปแล้วบ้าง
สิ่งที่ควรเป็น: ถ่ายแล้วเข้าเวชระเบียนของคนไข้ทันที เทียบสองภาพข้างกันได้ในระบบ และกำหนดได้ว่าใครเปิดดูได้ พร้อมบันทึกว่าใครเปิดดูเมื่อไหร่
เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการย้ายออกจากกระดาษและมือถือทั้งกระบวนการ ดู เลิกใช้แฟ้มกระดาษในคลินิก
ส่วนที่สาม — ความยินยอมสองแบบที่ต้องแยก
นี่คือส่วนที่คลินิกเสี่ยงที่สุดโดยไม่รู้ตัว
แบบที่หนึ่ง — ยินยอมให้ถ่ายและเก็บเพื่อประกอบการรักษา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาปกติ ควรอธิบายให้คนไข้เข้าใจว่าถ่ายไปทำอะไรและเก็บไว้ที่ไหน
แบบที่สอง — ยินยอมให้เผยแพร่เพื่อการตลาด เป็นเรื่องแยกกันโดยสิ้นเชิง และต้องขอแยกเป็นลายลักษณ์อักษร
การที่คนไข้ยอมให้ถ่ายไม่ได้แปลว่ายอมให้โพสต์ และการถามด้วยปากตอนที่ลูกค้าเพิ่งทำหัตถการเสร็จไม่ใช่การขอความยินยอมที่มีคุณภาพ เพราะเป็นช่วงที่ลูกค้าปฏิเสธได้ยาก
เอกสารยินยอมเพื่อการตลาดควรระบุให้ชัดว่า
- เผยแพร่ที่ช่องทางใดบ้าง
- ปิดหน้าหรือไม่ปิด
- ระยะเวลาที่ใช้ได้
- ถอนความยินยอมได้อย่างไร และเมื่อถอนแล้วคลินิกจะทำอะไร
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะภาพที่เผยแพร่ไปแล้วอาจถูกบันทึกต่อโดยคนอื่น ควรอธิบายข้อจำกัดนี้ให้ลูกค้าทราบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รับปากว่าจะลบได้หมด
นอกจากนี้ การโฆษณาของสถานพยาบาลมีข้อกำหนดเฉพาะที่ต่างจากธุรกิจทั่วไป ก่อนวางแผนใช้ภาพก่อน–หลังในการตลาด ควรตรวจสอบกับผู้ที่ดูแลด้านกฎระเบียบของสถานพยาบาลก่อน
ห้าอย่างที่ไม่ควรทำ
- โพสต์ก่อนได้เอกสารยินยอมเพื่อการตลาด แม้ปิดหน้าแล้ว เพราะรอยสัก ไฝ หรือเครื่องประดับก็ระบุตัวได้
- แต่งภาพหลังให้ดูดีขึ้น ทำลายทั้งคุณค่าทางการรักษาและความน่าเชื่อถือ
- เลือกภาพที่ผลดีที่สุดมาเป็นตัวแทน โดยไม่บอกว่าผลต่างกันในแต่ละคน
- เก็บภาพในแชทของกลุ่มพนักงาน เพราะกระจายไปในอุปกรณ์ที่คลินิกไม่ควบคุม
- ถ่ายภาพหลังในวันที่ผลยังไม่นิ่ง แล้วใช้เทียบ ซึ่งทำให้ทั้งคนไข้และคลินิกเข้าใจผลผิด
ทำให้เป็นนิสัยของทีม
- เขียนขั้นตอนการถ่ายเป็นเอกสารหนึ่งหน้า ติดไว้ในห้องที่ใช้ถ่าย
- ทำเครื่องหมายจุดยืนบนพื้นให้ถาวร
- ตั้งเป็นขั้นตอนบังคับในระบบว่าต้องมีภาพก่อนก่อนเริ่มหัตถการที่กำหนด
- ทบทวนภาพที่ถ่ายในเดือนแรกร่วมกัน เพื่อปรับให้มาตรฐานตรงกัน
สรุป
ภาพก่อน–หลังมีค่าเมื่อเทียบกันได้และเมื่อผูกกับคนไข้ในที่ที่คลินิกควบคุมได้ ส่วนการนำไปใช้ทางการตลาดเป็นเรื่องที่ต้องมีความยินยอมแยก ชัดเจน และถอนได้
ดูวิธีที่ Dr.Ease เก็บภาพก่อน–หลังไว้ในเวชระเบียนพร้อมเทียบข้างกันได้ที่หน้าฟีเจอร์ หรืออ่านความต้องการเฉพาะของคลินิกความงามทั้งหมดที่ โปรแกรมคลินิกความงาม
คำถามที่พบบ่อย
ลูกค้ายอมให้ถ่ายรูปแล้ว เอาไปลงเพจได้เลยไหม
ไม่ได้ การยินยอมให้ถ่ายเพื่อประกอบการรักษาเป็นเรื่องหนึ่ง การยินยอมให้เผยแพร่เพื่อการตลาดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และต้องขอแยกกันเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุให้ชัดว่าจะเผยแพร่ที่ช่องทางใด นานเท่าไหร่ และลูกค้าถอนความยินยอมได้อย่างไร
เก็บภาพในมือถือพนักงานได้ไหมถ้าตั้งรหัสไว้
ไม่ควร ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องรหัสผ่าน แต่คือภาพเหล่านั้นจะไม่ได้ผูกกับเวชระเบียนของคนไข้ ทำให้ตามหาไม่ได้เมื่อพนักงานคนนั้นลาออก และคลินิกไม่มีทางรู้ว่าใครเข้าดูหรือคัดลอกไปแล้วบ้าง ภาพควรเข้าระบบที่คลินิกควบคุมได้ทันทีหลังถ่าย
ถ่ายด้วยมือถือธรรมดาได้ไหม หรือต้องมีอุปกรณ์เฉพาะ
มือถือใช้ได้ ตัวแปรที่สำคัญกว่ากล้องคือความคงที่ของแสง ระยะ และมุม ซึ่งคุมได้ด้วยการกำหนดจุดยืนถาวร ทำเครื่องหมายบนพื้น และถ่ายในที่ที่แสงไม่เปลี่ยนตามเวลาของวัน คลินิกที่ลงทุนกล้องแพงแต่ถ่ายในแสงที่เปลี่ยนไปทุกครั้งจะได้ภาพที่เทียบกันไม่ได้เหมือนกัน